เรือนขนมปังขิง เป็นชื่อเรียกอาคารประเภทหนึ่ง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก ซึ่งแพร่เข้ามาในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการประดับตกแต่ลวดลายฉลุที่วิจิตรพิสดาร หรูหรา สวยงามเหมือนขนมปังขิง
คำว่า ขนมปังขิง มาจากภาษาอังกฤษว่า "Gingerbread" ซึ่งเป็นขนมปังขิงของชาวยุโรป ซึ่งตกแต่งลวดลายสวยงาม มีลักษณะหงิกงอเป็นแง่งคล้ายขิง จึงใช้เป็นคำเรียกลวดลายทางสถาปัตยกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ในสมัยพระนางเจ้าวิกตอเรียที่ 2 แห่งอังกฤษ
ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เริ่มจากบ้านพักของสถานทูตฝรั่งเศส ที่มีความงดงามด้วยฉลุไม้ และมีระเบียงร่มเย็น จากนั้นความนิยมก็ส่งผลมาถึงในวัง และวัดวาอาราม ความนิยมก็มาสู่พ่อค้า คหบดี ในช่วงนั้นกรุงเทพฯ ก็จะมีบ้านในสไตล์นี้สร้างตามกันมามากมาย รวมทั้งรูปแบบที่เน้นการประดับลวดลายฉลุไม้ ที่เรียกว่า เรือนขนมปังขิง



ลักษณะเฉพาะของเรือนขนมปังขิง
เรือนขนมปังขิง มีลักษณะเด่นที่ทำให้เราจดจำได้ดีคือ บ้านหลังคาติดลูกไม้ฉลุ ที่รับอิทธิพลจากบ้าน Ginger Bread Style ที่งดงามด้วยลายฉลุไม้ ที่ตรงกับรสนิยมคนไทย ที่ชอบความละเอียด ประณีต อ่อนช้อยอยู่แล้ว ประกอบกับวัสดุที่เป็นไม้ก็มีมากมาย ช่างไม้ก็มีฝีมือในการออกแบบและฉลุลาย บางหลังก็มีการดัดแปลงเป็นลายไทยแทนลายฝรั่ง บ้านแบบนี้จึงได้รับความนิยมอย่างสูง มาตั้งแต่นั้น นอกจากบ้านแล้ว งานในลักษณะนี้ยังมีการดัดแปลงมาทำเฟอร์นิเจอร์ต่างๆอีกด้วย


ยุคที่เรือนขนมปังขิงเฟื่องฟูมากๆ ซุ้มประตูแบบมีหลังคาทรงไทย ก็ยังถูกละเลย มาทำลวดลายฉลุกัน แบบไม่กลัวแดด ฝน กันเลย


ภายในบ้าน การใช้ลวดลายฉลุ ตามเหนือประตู หรือช่องลม นับว่ามีประโยชน์ใช้สอยได้ดี เหมาะสมกับอากาศของบ้านเรา ช่องลมระบายอากาศแบบนี้ก็ถูกละเลย สูญหายไปจากบ้านไทยสมัยใหม่เช่นกัน ทำให้บ้านร้อนอบอ้าว แล้วก็มาแก้กันปลายเหตุ คือติดแอร์กัน เปลืองค่าไฟไปอีก
จนถึงช่วงปลายรัชกาลที่ 6 ความนิยมก็เริ่มซาลง ไม้เริ่มมีราคาแพงขึ้น ความนิยมเริ่มเปลี่ยนไป เป็นเน้นการออกแบบหลังคาซ้อน หรือจั่วตัดแทน จนในสมัยรัชกาลที่ 7 บ้านก็เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ มีรูปแบบเรียบง่าย ลดความหรูหราฟุ่มเฟือยออก ก็คงจะอิทธิพลของการปฏิวัติอุตสาหกรรมของทางตะวันตกนั่นเอง และการเปลี่ยนแปลงก็ยังมีเรื่อยมา จนในสมัยนี้บ้านขนมปังขิงที่หลงเหลืออยู่บ้าง ก็ทรุดโทรม รื้อถอนไปมาก จนหาชมได้ยาก เพราะความเจริญรุกรานมาเรื่อย การบูรณะซ่อมแซม ทำยากและค่าใช้จ่ายสูง จนไม่คุ้มที่จะเก็บรักษาหรืออนุรักษ์ไว้ใช้งาน แต่บ้านที่ยังหลงเหลืออยู่นั้น คนสมัยนี้ที่ไม่รู้ประวัติ ก็จะคิดว่าเป็นบ้านไทยโบราณแบบหนึ่ง

พระที่นั่งองค์นี้ เป็นอาคารแบบวิตอเรีย ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมยุโรป ผสมกับไทยประยุกต์ องค์พระที่นั่งเป็นรูปอักษรตัวแอล (L) ในภาษาอังกฤษ เป็นอาคาร 3 ชั้น ยกเว้นตรงส่วนที่ประทับซึ่งมีรูปร่างเป็นแปดเหลี่ยม มี 4 ชั้น ชั้นล่างสุดก่ออิฐ ถือปูน ชั้นถัดขึ้นไปสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหมดทาด้วยสีครีมอ่อนหลังคาสีแดง และหลังคาเป็นทรงไทยประยุกต์ มีลวดลายตามหน้าต่าง และช่องลมซึ่งฉลุเป็นลายที่เรียกว่าขนมปังขิงปัจจุบันในกรุงเทพมหานครในแถบย่านเสาชิงช้า ยังพอมีร่องรอยของบ้านสไตล์วิคตอเรี่ยนที่ตกแต่งด้วยลวดลาย
ขนมปังขิงให้เห็นอยู่บ้าง
ตัวอย่างบ้านสไตล์วิคตอเรี่ยนที่ตกแต่งด้วยลวดลายแบบขนมปังขิง แถบย่านบางลำพู ที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน
บ้านหลังนี้ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานเอาไว้
ซึ่งบ้านหลังนี้อยู่
ใกล้กับเสาชิงช้า เยื้องกับศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร
แบบแผนบ้านเรือนในสยาม โดย น.ณ ปากน้ำ , สำนักพิมพ์เมืองโบราณ
America’s Painted Ladies , Dutton Studio Books , 1992

No comments:
Post a Comment