Turtle Tanawan ;
Come and see IDEA and my Imagination.
nice to meet you :)

Sunday, September 12

Gingle Bread style

เรือนขนมปังขิง (Gingle Bread Style)

เรือนขนมปังขิง เป็นชื่อเรียกอาคารประเภทหนึ่ง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก ซึ่งแพร่เข้ามาในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการประดับตกแต่ลวดลายฉลุที่วิจิตรพิสดาร หรูหรา สวยงามเหมือนขนมปังขิง

คำว่า ขนมปังขิง มาจากภาษาอังกฤษว่า "Gingerbread" ซึ่งเป็นขนมปังขิงของชาวยุโรป ซึ่งตกแต่งลวดลายสวยงาม มีลักษณะหงิกงอเป็นแง่งคล้ายขิง จึงใช้เป็นคำเรียกลวดลายทางสถาปัตยกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ในสมัยพระนางเจ้าวิกตอเรียที่ 2 แห่งอังกฤษ


ประวัติความเป็นมา

ก่อนหน้าที่คนจีนที่อพยพมาหากินในประเทศไทย ได้นำวิธีการก่อสร้างเรือนแถวที่เป็นดินมาก่อสร้างที่อยู่อาศัยกันก่อน แต่ด้วยรูปแบบวิธีการนั้นคนไทยไม่นิยม จึงไม่แพร่หลาย มีเพียงชาวจีนเท่านั้นที่สร้างอยู่กันเอง และก็สูญหายไปในที่สุด แต่เรือนปั้นหยา เป็นเรือนสมัยใหม่ที่รับอิทธิพลจากต่างชาติทางตะวันตกนั้น เริ่มต้นจากที่รัชกาลที่ 4 ทรงศึกษาภาษาอังกฤษและติดต่อค้าขายกับต่างชาติ และทรงสร้างเรือนปั้นหยาไว้ในเขตพระราชวังต่างๆก่อน จากเรือนปั้นหยาก็วิวัฒนาการมาเป็นเรือนมนิลา มีจั่วด้านหน้า 1 ด้าน และชายคาคลุม 3 ด้า คือ บางส่วนเป็นเรือนหลังคาปั้นหยาแล้วเปิดบางส่วนให้มีหน้าจั่ว ในสมัยที่เรือนแบบมะนิลา(ซึ่งคงจะแพร่หลายมาจากเมืองมะนิลา)เข้ามาสู่ความนิยมอย่างแพร่หลาย อันตรงกับสมัยที่สถาปัตยกรรมแบบเรือนขนมปังขิง(Ginger Bread)แพร่หลายเข้ามาด้วย
ลักษณะเรือนขนมปังขิงนี้เป็นชื่อเรียกสากลทับศัพท์ว่า"จินเจอร์ เบรด"อันมีที่มาจากขนมปังขิงสมัยโบราณของชาวตะวันตก ซึ่งตบแต่งหรูหราฟู่ฟ่า มีครีบระบายแพรวพราว เรือนมะนิลาหรือเรือนขนมปังขิงก็ดี ซึ่งผสมกันอันมีส่วนประกอบด้วยลายฉลุอย่างงดงาม เป็นเรือนที่ผู้คนส่วนใหญ่สนใจ และศิลปะลวดลายหรูหราเป็นลายแกะสลัก ฉลุแบบขนมปังขิง เช่น ตู้และเฟอร์นิเจอร์กับการตกแต่งภายใน นิยมสร้างในหมู่คหบดี ขุนนาง และชนชั้นกลางทั่วไป

บ้านขนมปังขิงเป็นบ้านในสไตล์วิคตอเรี่ยน เกิดขึ้นในยุค

ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เริ่มจากบ้านพักของสถานทูตฝรั่งเศส ที่มีความงดงามด้วยฉลุไม้ และมีระเบียงร่มเย็น จากนั้นความนิยมก็ส่งผลมาถึงในวัง และวัดวาอาราม ความนิยมก็มาสู่พ่อค้า คหบดี ในช่วงนั้นกรุงเทพฯ ก็จะมีบ้านในสไตล์นี้สร้างตามกันมามากมาย รวมทั้งรูปแบบที่เน้นการประดับลวดลายฉลุไม้ ที่เรียกว่า เรือนขนมปังขิง


บ้านสไตล์วิคตอเรี่ยน

ลักษณะเฉพาะของเรือนขนมปังขิง

เรือนขนมปังขิง มีลักษณะเด่นที่ทำให้เราจดจำได้ดีคือ บ้านหลังคาติดลูกไม้ฉลุ ที่รับอิทธิพลจากบ้าน Ginger Bread Style ที่งดงามด้วยลายฉลุไม้ ที่ตรงกับรสนิยมคนไทย ที่ชอบความละเอียด ประณีต อ่อนช้อยอยู่แล้ว ประกอบกับวัสดุที่เป็นไม้ก็มีมากมาย ช่างไม้ก็มีฝีมือในการออกแบบและฉลุลาย บางหลังก็มีการดัดแปลงเป็นลายไทยแทนลายฝรั่ง บ้านแบบนี้จึงได้รับความนิยมอย่างสูง มาตั้งแต่นั้น นอกจากบ้านแล้ว งานในลักษณะนี้ยังมีการดัดแปลงมาทำเฟอร์นิเจอร์ต่างๆอีกด้วย

ยุคที่เรือนขนมปังขิงเฟื่องฟูมากๆ ซุ้มประตูแบบมีหลังคาทรงไทย ก็ยังถูกละเลย มาทำลวดลายฉลุกัน แบบไม่กลัวแดด ฝน กันเลย



ภายในบ้าน การใช้ลวดลายฉลุ ตามเหนือประตู หรือช่องลม นับว่ามีประโยชน์ใช้สอยได้ดี เหมาะสมกับอากาศของบ้านเรา ช่องลมระบายอากาศแบบนี้ก็ถูกละเลย สูญหายไปจากบ้านไทยสมัยใหม่เช่นกัน ทำให้บ้านร้อนอบอ้าว แล้วก็มาแก้กันปลายเหตุ คือติดแอร์กัน เปลืองค่าไฟไปอีก

จนถึงช่วงปลายรัชกาลที่ 6 ความนิยมก็เริ่มซาลง ไม้เริ่มมีราคาแพงขึ้น ความนิยมเริ่มเปลี่ยนไป เป็นเน้นการออกแบบหลังคาซ้อน หรือจั่วตัดแทน จนในสมัยรัชกาลที่ 7 บ้านก็เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ มีรูปแบบเรียบง่าย ลดความหรูหราฟุ่มเฟือยออก ก็คงจะอิทธิพลของการปฏิวัติอุตสาหกรรมของทางตะวันตกนั่นเอง และการเปลี่ยนแปลงก็ยังมีเรื่อยมา จนในสมัยนี้บ้านขนมปังขิงที่หลงเหลืออยู่บ้าง ก็ทรุดโทรม รื้อถอนไปมาก จนหาชมได้ยาก เพราะความเจริญรุกรานมาเรื่อย การบูรณะซ่อมแซม ทำยากและค่าใช้จ่ายสูง จนไม่คุ้มที่จะเก็บรักษาหรืออนุรักษ์ไว้ใช้งาน แต่บ้านที่ยังหลงเหลืออยู่นั้น คนสมัยนี้ที่ไม่รู้ประวัติ ก็จะคิดว่าเป็นบ้านไทยโบราณแบบหนึ่ง


เรือนขนมปังขิงในปัจจุบัน

ตัวอย่างงานสถาปัตยกรรมประเภทวัง

วังบางพลู วังเก่าเป็นวังของพระพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราช ตั้งอยู่เชิงสะพานกรุงธนบุรี ฝั่งธนบุรีติดกับ โรงแรม ริอเวอร์ไซด์ ในปัจจุบัน วังนี้ สร้างในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยยังคงความงามของสถาปัตยกรรมใน3ยุคสมัยคือ ตำหนักทรงไทยครั้งรัชกาลที 4 ตำหักไม้ฉลุแบบวิคตอเรียนในสมัยรัชกาลที่ 5 และ เรือนขนมปังขิง(Ginger Bread) ในสมัยรัชกาลที่ 6 ปัจจุบัน ยังเป็นที่อยู่ของทายาทในราชสกุลสนิทวงศ์ และ เป็นอาคารอนุรักษ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
พระที่นั่งวิมานเมฆ


พระที่นั่งองค์นี้ เป็นอาคารแบบวิตอเรีย ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมยุโรป ผสมกับไทยประยุกต์ องค์พระที่นั่งเป็นรูปอักษรตัวแอล (L) ในภาษาอังกฤษ เป็นอาคาร 3 ชั้น ยกเว้นตรงส่วนที่ประทับซึ่งมีรูปร่างเป็นแปดเหลี่ยม มี 4 ชั้น ชั้นล่างสุดก่ออิฐ ถือปูน ชั้นถัดขึ้นไปสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหมดทาด้วยสีครีมอ่อนหลังคาสีแดง และหลังคาเป็นทรงไทยประยุกต์ มีลวดลายตามหน้าต่าง และช่องลมซึ่งฉลุเป็นลายที่เรียกว่าขนมปังขิง

ตัวอย่างงานสถาปัตยกรรมประเภทบ้าน

ปัจจุบันในกรุงเทพมหานครในแถบย่านเสาชิงช้า ยังพอมีร่องรอยของบ้านสไตล์วิคตอเรี่ยนที่ตกแต่งด้วยลวดลาย

ขนมปังขิงให้เห็นอยู่บ้าง


ตัวอย่างบ้านสไตล์วิคตอเรี่ยนที่ตกแต่งด้วยลวดลายแบบขนมปังขิง แถบย่านบางลำพู ที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน


บ้านหลังนี้ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานเอาไว้

ซึ่งบ้านหลังนี้อยู่

ใกล้กับเสาชิงช้า เยื้องกับศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

รูปแบบบ้านขนมปังขิง ยังได้รับความนิยมกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่มีการพัฒนารูปแบบให้มีความเป็นสากลและร่วมสมัยยิ่งขึ้น ตัดทอนลวดลายให้น้อยลง เปลี่ยนวัสดุและวิธีการให้ง่ายขึ้น เช่นการใช้ไม้เทียมปั๊มลายสำเร็จรูปออกมา ได้ทีเป็น 100 เป็น 1000 ไม่ได้นั่งฉลุทีละอันอย่างแต่ก่อน ซึ่งคนที่ชอบบ้านลักษณะนี้ก็นับว่ามีรสนิยมย้อนยุค และชื่นชมความละเอียดอ่อนช้อยพอสมควร

รูปแบบของบ้านขนมปังขิง ที่ลวดลายอลังการอ่อนช้อย สำหรับบ้านเรานั้นต่อไปก็คงจะหาชมได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการอนุรักษ์นั้น ทำได้ยากอย่างที่ว่า แต่ถ้าเป็นเมืองนอกโดยเฉพาะในอเมริกานั้น ยังมีคนคลั่งใคล้บ้านแบบนี้กันอยู่มาก แนวทางหนึ่งที่เขาอนุรักษ์บ้านแบบนี้ไว้ได้ คือเขาดัดแปลงเป็นเกสต์เฮ้าส์ หรือโรงแรม เพราะเป็นจุดขายอย่างดี ทั้งยังเป็นการหารายได้จากการอนุรักษ์ได้อีกด้วย

ข้อมูลและภาพบางส่วนจาก
แบบแผนบ้านเรือนในสยาม โดย น.ณ ปากน้ำ , สำนักพิมพ์เมืองโบราณ
America’s Painted Ladies , Dutton Studio Books , 1992

Monday, August 9

Vernacular Trip 24 july - 1 Aug 2010


pre -Trip : ทุ่งครุ - อาศรมศิลป์ : 07/07/2010

เราเริ่มออกเดินทางจากคณะ ในเวลาบ่ายแก่ๆของวันหนึ่่ง อุณหภูมิ ณ ขณะนั้น คิดว่าสามารถย่างไก่ให้สุกได้ไม่ยาก

ใช้เวลาในการเดินทางนานพอสมควร นานจนหลับไปได้หลายตื่นแล้วก็ยังไม่ถึงซักที ชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ตกลงที่ๆเรากำลังจะไปนี่มันอยู่ในกรุงเทพฯ จริงๆรึเปล่า พระราม 2 กับลาดกระบังมันไกลกันขนาดนี้เลยหรอ


เมื่อรถแล่นไปได้ซักระยะหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงอาจารย์สั่งให้ทุกคนลงจากรถ แล้วทุกคนก็หันมาสบตากันแบบงงๆ
"ถึงแล้วหรอวะ!??"
มองออกไปนอกรถ สองข้างทางมันมีแต่ทุ่งนา แล้วก็มีบ้านเก่าๆอยู่สามสี่หลั
" ไม่ใช่มั้ง เค้าแวะกินข้าวรึเปล่า "
" ........."
"เอาวะ ลงก็ลง ว่าแต่...แดดมันร้อนขนาดนี้ เซเลปอย่างกูจะลงยังไงเนี่ย "
แต่คำว่างาน ย่อมต้องมาก่อนสิ่งอื่นใดทั้งปวง พวกเราจึงต้องกัดฟันเดินลงไปอย่างทุลักทุเล

จากที่ได้ฟังอาจารย์จิ๋วพูดมา ชุมชนแห่งนี้ เป็นชุมชนเล็กๆที่เหลือ
อยู่ไม่กี่แห่งในกรุงเทพฯ ที่สร้างบ้านโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ใช้วัสดุจากธรรมชาติและใช้วิธีการก่อสร้างแบบดั้งเดิม มีการใช้ผนังและหลังคามุงจาก ใช้ไม้ไผ่เป็นโครงสร้างหลัก ซึ่งถ้าสังเกตดีๆจะมีดีเทลการต่อวัสดุที่น่าสนใจมากมาย




โรงเรียนรุ่งอรุณ

หลังจากที่เราออกจากชุมชนทุ่งครุแล้ว จุดหมายต่อไปของเราคือ อาศรมศิลป์ ซึ่งเป็นบริษัทสถาปนิก ที่ชนะการประกวดแบบรัฐสภาแห่งใหม่ด้วย
ภายในอาศรมศิลป์ ประกอบไปด้วย โรงเรียนรุ่งอรุณ ซึ่งเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ มีความโดดเด่นแสดงความเป็เอกลักษณ์ของโรงเรียน ด้วยการนำรูปแบบของโครงสร้างไม้ และลักษณะของเรือนไทยพื้นถิ่น มาประยุกต์กับวัสดุสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

พอดีตอนที่ไป เด็กๆกำลังทำศิลปะบำบัดกันพอดี เลยถือโอกาส ถ่ายรูปเก็บมาทำcase studyซะเลย

อาศรมศิลป์

ถือว่าคุ้มค่ากับการเดินทางมาไกลจริงๆ สำหรับออฟฟิศของอาศรมศิลป์ ซึ่งมีความงามของสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ที่นำเอาวัสดุธรรมชาติ กับวัสดุสมัยใหม่มาใช้ร่วมกัน
สิ่งที่เห็นได้ชัดจากอาศรมศิลป์ คือการอยู่ร่วมกันของความวัฒนธรรมดั้งเดิมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ สิ่งที่ดีงามที่มีมาตัุ้งแต่ครั้งโบราณ ความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น เป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้าม และควรระลึกถึงอยู่เสมอในการออกแบบ โดยเฉพาะการออกแบบสิ่งใหม่เพื่อทดทนสิ่งเดิม


pre-Trip : สระบุรี (บ้านอาจารย์ทรงชัย) : 10/07/2010

วันนี้เป็นวันเสาร์ เราเริ่มออกเดินทางกันตั้งแต่ 8 โมงครึ่ง แต่ด้วยความที่ได้ไปเที่ยว เลยไม่มีใครบ่นว่าเช้าเกินไป

บ้านอาจารย์ทรงชัย อยู่ที่จ.สระบุรี เป็นบ้านไทยสมัยโบราณ ที่อาจารย์ท่านได้อนุรักษ์และเก็บสะสมของเก่าเอาไว้ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของคนรุ่นหลังต่อไป

บรรยากาศเมื่อเช้ามาถึงในบ้าน ดูร่มรื่นมาก เต็มไปด้วยต้นไม้ ทั้งไม้ยืนต้นและพืชผักสวนครัว เหมือนเป็นการจำลองบรรยากาศสมัยโบราณ
เมื่อเดินเข้าประตูมา จะพบกับลานดินเป็นอย่างแรก ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงสเปซในสมัยโบราณ ที่มักจะมีลานดินเป็นที่สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

ตัวเรือนแยกออกเป็นหลังตามลักษณะการใช้สอย โดยมีสระน้ำอยู่ตรงกลาง

ตรงข้ามบ้านอาจารย์ เป็นหอวัฒนธรรมพื้นบ้าน ไทยวน ซึ่งมีความน่าสนใจไม่แพ้กัน มีการออกแบบให้เข้ากับธรรมชาติที่มีลักษณะเป็นภูเขา โดยออกแบบเป็นบันได 2ข้าง เพื่อปรับพื้นที่ให้ลดหลั่นกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมและธรรมชาติรอบข้าง



Vernacular Trip

Trip : 1st day :อุทัยธานี -กำแพงเพชร- ลำปาง : 24/07/2010

วันแรกของการเดินทาง จากทั้งหมด 9 วัน ทุกคนดูสนุสนาน ครึกครื้นเป็นพิเศษ ได้ไปเที่ยวก้ออย่างงี้แหละ อิอิ
เริ่มเปิดทริป ด้วยการไปดูชุมชนเรือนแพ จ.อุทัยธานี ที่นี่เป็นชุมชนเรือนแพที่มีจำนวนหลังคาเรือนมากที่สุดในประเทศ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน



เนื่องจาก จ. อุทัยธานี เป็นจังหวัดที่มีแม่น้ำสะแกกรังไหลผ่าน จึงมีชาวบ้านมาตั้งถิ่นฐานกันอยู่จำนวนมาก แต่ก่อนมีการค้าขายทางน้ำเป็นส่วนใหญ่ ผู้คนจึงนิยมมาตั้งรกรากกันริมน้ำ

แต่ปัจจุบัน การค้าขายทางน้ำได้ลดน้อยลงมาก ผู้คนจึงอพยพไปตั้งถิ่นฐานบนบกมากขึ้น ทำให้จำนวนแพในปัจจุบันลดน้อยลง





Trip : 2 nd day : ลำปาง : 25/07/2010

เช้าวันนี้ อากาศเย็นสบาย ครึ้มฝนเล็กน้อย อาหารเช้ามื้อแรกที่ลำปางวันนี้คือ ข้าวซอย ร้านดังติดกับโรงแรม อร่อยสมคำร่ำลืออย่างที่เค้าว่ากันจริงๆ

วัดไหล่หิน

เช้าวันนี้ เราเริ่มกันที่วัดไหล่หิน ซึ่งเป็นวัดเล็กๆแห่งหนึ่งใน จ.ลำปาง วัดนี้มีความพิเศษ ตรงที่มีการบูรณะวัดขึ้นมาใหม่โดยรักษารูปแบบสถาปัตยกรรมแบบเดิมไว้ โดยเปรียบเทียบกับอุโบสถที่สร้างขึ้นมาใหม่ จะเห็นถึงความแตกต่างในเรื่องของสัดส่วนและวัสดุอย่างชัดเจน

ซุ้มประตู วิหาร เจดีย์ ระเบียงแก้ว ที่มีเสกลเดียวกัน

ระเบียงคด ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมสมัยก่อน

วัดพระธาตุลำปางหลวง

ต.ลำปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลำปาง

เป็นวัดที่สำคัญของอาณาจักรล้านนาในสมัยโบราณ สร้างมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล สันนิษฐานว่าวัดนี้น่าจะมีอายุประมาณ พุทธศตวรรษที่20 และมีการบูรณะซ่อมแซมตลอดมา

องค์พระธาตุเจดีย์ สูงประมาณ 7 ศอก ภายในบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า

บริเวณทางเดินรอบๆวิหารหลวง


วิหารหลวง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2019โดยเจ้าหมื่นคำเพชร ภายในมีซุ้มมณฑปประดิษฐานพระเจ้าล้านทอง ภายในมีภาพจิตรกรรมทศชาติ และพรหมจักรซึ่งสร้างขึ้นประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 25

วัดปงยางคก

เป็นวัดเล็กๆในจ.ลำปาง

บรรยากาศรอบๆวัด แสดงให้เห็นถึงพิธีกรรมและความเชื่่อของชาวล้านนา

วิหารพระแม่เจ้าจามเทวี

สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 1253 เป็นโครงสร้างไม้ทั้งหมด โชว์โครงสร้างและไม่มีการตีฝ้าปิดซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมล้านนา

เมื่อเข้าไปภายในจะรู้สึกสงบ ด้วยเพดานสูง ภายในออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ใช้ โดยออกแบบช่องเปิดให้พอดีกับระยะความสูงของคนเวลานั่งไหว้พระ และสามารถถ่ายเทอากาศได้เป็นอย่างดี

Trip : 3 rd day :ลำปาง: 26/07/2010

วัดพระแก้วดอนเต้า

หรือชื่อเต็มๆคือ วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม เป็นวัดที่เก่าแก่และสวยงามมีอายุนับพันปี เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1979 เป็นเวลานานถึง 32 ปี

เหนือประตู 2 ข้าง เป็นตำแหน่งของสิงห์คู่ เอกลักษณ์วัดเมืองลำปาง

สาเหตุที่วัดนี้ได้ชื่อว่า วัดพระแก้วดอนเต้า ก็เนื่องมาจากพระมหาเถรแห่งวัดนี้ได้พบ แก้วมรกตในแตงโม( ภาษาเหนือ เรียกว่า หมากเต้า) และได้นำมาแกะสลักเป็นพระพุทธรูป ต่อมาได้มีการอัญเชิญไปไว้ที่พระธาตุลำปางหลวง จนถึงปัจจุบัน

ภายในมีการออกแบบช่องลม เป็นลูกกรงไม้ ข้างบนเป็นภาพเขียนจิตรกรรม

พระเจดีย์องค์ใหญ่ ประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า และมณฑปศิลปะพม่าที่มีลักษณะงดงาม

ชุมชนชาวลำปาง

วันนี้เราลงสำรวจชุมชนในจังหวัดลำปาง ซึ่งบ้านแต่ละหลังมีความเป็นเอกลักษณ์ของบ้านพื้นถิ่นทางภาคเหนือ ใช้ใต้ถุนบ้านเป็นพื้นที่กิจกรรมต่างๆส่วนใหญ่ของวัน ทั้งนั่งเล่น เก็บของ เลี้ยงไก่ เป็นต้น มีการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ

มีสเปซที่น่าสนใจหลายจุด เช่น ทางเข้าหน้าบ้าน มีการจัด Landscape โดยใช้ต้นไม้พื้นถิ่น รั้วบ้านที่เป็นผักสวนครัว สามารถนำมาปรุงอาหารได้ ประตูรั้วหน้าบ้านที่เกิดจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน





ใต้ถุนบ้านใช้ทำกิจกรรมต่างในชีวิตประจำวัน

บ้านหลังนี้มี Approach ที่สวยมาก

วัดข่วงกอม

ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง

เราแวะกินข้าวกลางวันกันที่นี่ วัดข่วงกอม วัดที่สร้างขึ้นมาใหม่แต่ยังคงใช้ระเบียบแบบแผนและเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทยโบราณ เป็นแนวทางในการออกแบบ มีการซ้อนชั้นของหลังคา ลดหลั่นกันเพื่อทอนสเกลความสูงของหลังคาลง

เดิมวัดข่วงกอมเป็นวัดเก่าแก่ ที่สร้างโดยครูบาศรีวิชัย มีอายุกว่า 200ปี มีสภาพทรุดโทรมมาก จึงได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ โดย ดร.วทัญญู ณ ถลาง ซึ่งท่านเป็นสถาปนิกที่มีชื่อเสียงของไทย ได้ทำการออกแบบใหม่ทั้งหมด แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของล้านนาเดิมของท้องถิ่น


ข้างๆกันนั้นเป็นกุฏิพระที่สร้างขึ้นมาใหม่ ภายในออกแบบให้มีกุฏิเล็กๆแยกออกเป็นหลังๆแต่เชื่อมกันด้วยสเปซตรงกลาง มีความร่มรื่น สงบ เหมาะกับการศึกษาพระธรรมเป็นอย่างมาก

แต่เนื่องจากตัวกุฏิตั้งอยู่ในทิศทางไม่เป็นมงคล ซึ่งขัดกับความเชื่อของล้านนาทำให้ไม่มีใครเข้าไปใช้กุฏิหลังนี้



เดินเข้าไปอีกนิด จะเจอกับบ้านหลังหนึ่ง เมื่อมองเข้าไปจะรู้สึกได้ถึงความร่มรื่น ด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ที่คุณลุงเจ้าของบ้านปลูกเองกับมือ อาจารย์น้ำบอกว่าลุงแกจัดสวนเก่งมาก ลุงแกก็คงปลื้มอยู่ไม่น้อย ดูจากหน้าตา

หลังบ้านแกติดทุ่งนา และลำธารเล็กๆ พวกเราจึงสนุกสนานกับการเดินเล่นในท้องนาอย่างมีความสุข

หลังจากที่เราเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว ก็ถึงเวลาพักผ่อน ที่อุทยานน้ำตกแจ้ซ้อน ที่นี่มีน้ำตกและบ่อน้ำพุร้อนให้ลงไปแช่กันได้ตามสบาย


ตอนเย็นเราแวะกินข้าวกันที่ตลาดในเมือง วันนี้เป็นวันเข้าพรรษา พวกเราจึงถือโอกาสนี้ในการเวียนเทียนที่วัดแถวๆนั้น จำชื่อไม่ได้แล้ว นานๆทีได้มีโอกาสเวียนเทียนซักครั้ง ถือเป็นสิริมงคลในการเดินทางครั้งนี้ของเราต่อไป




Trip : 4 th Day : ลำปาง : 27/07/2010

วัดปงสนุก

เป็นวัดที่ได้รับรางวัลด้านการบูรณะปฏิสังขรณ์ดีเด่น จากองค์การยูเนสโก โดยการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากทุกส่วนในชุมชน ทั้งพระสงฆ์และชาวบ้าน ช่วยกันให้ข้อมูลและร่วมกันศึกษาประวัติศาสตร์ โดยการบูรณะครั้งนี้ใช้ความละเอียดอ่อนอย่างยิ่งในการฟื้นฟูและตกแต่งประดับอาคารใหม่ เพื่อให้ได้ลักษณะและรูปแบบของสถาปัตยกรรมดั้งเดิมให้ได้มากที่สุด

วัดปงสนุกนี้แบ่งออกเป็นวัดปงสนุกเหนือและใต้ เนื่องจากมีอาณาเขตที่มากเกินไป ทำให้ต้องแบ่งเป็น 2 ฝั่ง เพื่อให้ง่ายต่อการดูแล

สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยที่เจ้าอนันตยศ ราชบุตรของพระนางจามเทวีแห่งหริภุญไชย (ลำพูน) เสด็จมาสร้างเขลางค์นคร (ลำปาง) เมื่อ พ.ศ.1223 หรือ 1,328 ปีก่อน


ทางขึ้นวิหารพระเจ้าพันองค์

เจดีย์และวิหารพระเจ้าพันองค์ ซึ่งมีธรรมเนียมในการขุดดินไปถมบนที่ตั้งของวิหาร ด้วยเชื่อว่าหากไม่ขุดดินไปถมน้ำจะท่วมบ้าน

วัดศรีรองเมือง

ตั้งอยู่ที่ ต.สบตุ๋ย อ.เมือง จ.ลำปาง อยู่ทางทิศใต้ของตัวเมืองลำปาง ด้านหลังวัดติดกับแม่น้ำวัง สร้างโดยคหบดีชาวพม่าซึ่งมารับจ้างฝรั่งชาวอังกฤษทำสัมปทานไม้ภาคเหนือ โดยมีความเชื่อว่าเมื่อพวกเขาได้ตัดไม้ โค่นต้นไม้ในป่า ย่อมต้องมีการขอขมาต่อธรรมชาติ หรืออีกนัยหนึ่งคือ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ พร้อมอธิษฐานให้สิ่งศักดิ์สิทธ์ในป่าคุ้มครองพวกเขาไม่ให้มีอันตราย

ตอนที่เราไปนั้นมีการบูรณะซ่อมแซมพระอุโบสถใหม่ทั้งหลัง เราจึงอดเห็นความสวยงามของอุโบสถหลังนี้ ซึ่งเป็นศิลปะแบบพม่าอย่างชัดเจน

ตัววิหารสร้างด้วยไม้สัก หลังคาซ้อน เป็นซุ้มเรือนยอดและเป็นกลุ่มของชั้นหลังคา มีลายฉลุบนสังกะสี




ภายในวิหาร มีพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะพม่าแบบมัณฑเลย์ มีเสาไม้ตกแต่งด้วยศิลปะการปั้นรักเป็นลวดลายเครือดอกไม้ พันธุ์พฤกษาแล้วประดับด้วยกระจกหลากสี
















พาไปดูห้องน้ำพม่าสมัยโบราณ... หรูหราไฮโซมากก
























วันนี้เรากินข้าวเที่ยงกันแถวๆตัวเมืองลำปาง เลยถือโอกาสแวะเข้าไปเดินเล่น ในตัวสถานีรถไฟลำปางซะเลย

บ้านชาวบ้าน....เรื่อยๆตามทาง


คนที่นี่มีวิถีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ปลูกบ้านโดยภูมิปัญญาของช่างสมัยก่อน หน้าบ้านเป็นลานดินโล่ง เป็นบ้านแบบยกพื้นใต้ถุนสูง ข้างล่างใช้เก็บฟืน มีการใช้ผนังไม่ไผ่ขัดแตะผสมกับผนังไม้แผ่นและสังกะสี เป็นการผสมผสานวัสดุที่ต่างกันได้อย่างลงตัว


การเลือกใช้วัสดุที่ต่างกัน ทำให้เกอดเส้นตั้งและเส้นนอน มีการจัดวางองค์ประกอบได้อย่างลงตัว ทำให้เกิดมีรายละเอียดที่สวยงามขึ้น





คืนนี้เราย้ายที่นอนจากลำปางมานอนที่โรงแรมเล็กๆในตัวเมืองสุโขทัย ซึ่งเราต้องใช้เวลาเล็กน้อยในการทำความรู้จักและศึกษาเส้นทาง หาร้านอาหารอร่อยๆในเมืองนี้


Trip : 5 th Day : สุโขทัย : 28/07/2010

อุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย

เราเริ่มการเดินทางตั้งแต่เช้า 8โมงล้อหมุน ที่แรกในทริปวันนี้คือ จุดที่เป็นหัวใจของชาวเมืองสุโขทัยในสมัยก่อน คือ ทำนบพระร่วง หรือสรีดภงส์ ตั้งอยู่นอกกำแพงเมือง ซึ่งเป็นแหล่งธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ เปรียบเสมือนหลังคาที่สามารถรองรับน้ำฝนได้อีกด้วย ซึ่งเป็นความฉลาดของคนในเมือง ที่รู้จักการสร้างคันดินขึ้นมาเพื่อผันแปรทิศทางของน้ำ ให้ระบายไปยังส่วนต่างๆของตัวเมือง ใช้สำหรับอุปโภคบริโภคภายในเมือง

เข้ามาในตัวเมืองเก่า...เมืองมรดกโลก

วัดมังกร





จากซากที่หลงเหลืออยู่ เราจะเห็นกำแพงที่แบ่งเขตของวัด



วัดมหาธาตุ

เป็นวัดสำคัญของสุโขทัย เป็นศิลปะแบบสุโขทัยแท้ มีเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ล้อมรอบด้วยเจดีย์ 8 องค์






ภาพรวมของวัดสวยงามมาก โดยเฉพาะเวลาสะท้อนกับน้ำ



































วัดศรีชุม

















วัดพระพายหลวง
















ทางเข้าด้านหน้ามองเห็นพระปรางค์ 3 องค์ เด่นเป็นสง่าตั้งแต่เห็น


แวะบ้านตามทาง...













Trip : 6 th Day : อุตรดิตถ์ : 29/07/2010

เมืองลับแล จ.อุตรดิตถ์

วัดดอนสัก

เราแวะกินข้าวกลางวันกันที่วัดดอนสัก และเนื่องในโอกาสวันเข้าพรรษา พวกเราจึงนำหลอดไฟพรรษามาถวายพระเพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต

วัดแห่งนี้มีพระอุโบสถที่เก่าแก่ มีสัดส่วนที่สวยงาม ลวดลายหน้าบันเป็นลายขมวด แกะสลักด้วยไม้ลวดลายวิจิตรสวยงาม ลวดลายของบานประตูและหน้าบันเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ช่วยเสริมให้เข้ากับอาคาร

หน้าบันแกะสลักด้วยไม้ มีความวิจิตรสวยงามมาก

ชุมชนบ้านฝายหลวง

เดินต่อเข้าไปที่ชุมชนตรงข้ามกับวัด เราก็จะพบกับบ้านพื้นถิ่นที่มีวิธีการก่อสร้างโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นของตนเอง

Trip : 7 th Day : สุโขทัย : 30/07/2010

อุทยานประวัติศาสตร์ ศรีสัชนาลัย

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยตั้งอยู่ที่ตำบลศรีสัชนาลัย บริเวณที่เรียกว่า “แก่งหลวง” ห่างจากตัวอำเภอศรีสัชนาลัยลงมาทางอำเภอสวรรคโลก 11 กิโลเมตร ศรีสัชนาลัยเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับสุโขทัย มีการใช้กำแพงศิลาแลง เพื่อบอกขอบเขต มีการใช้เส้นแกนในการวางตำแหน่งที่ตั้งต่างๆ

วัดกุฎีราย

วัดกุฎีราย ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองทางด้านทิศเหนือ อยู่ห่างจากประตูเตาหม้อประมาณ ๕๐ เมตร

มณฑปอาคารก่อด้วยศิลาแลงทั้งหลัง หลังคาใช้ศิลาแลงก่อเหลื่อมเข้าหากัน เลียนแบบเครือไม้


พิพิธภัณฑ์ เตาทุเรียง
เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีการออกแบบสเปซได้สวยงามเหมาะสมกับการใช้สอยและยังแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของศรีสัชนาลัยได้เป็นอย่างดี

ศรีสัชนาลัย แหล่งครื่องปั้นดินเผาของไทย

วัดเจดีย์เก้ายอด

เดินทางตามเส้นทางของอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ตามเส้นทางจะพบกับวัดเก่าต่างๆ มากมาย แสดงให้เห็นว่า ในสมัยก่อนวัดมีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิตประจำวันของคนสมัยก่อนเป็นอย่างมาก

วัดนางพญา มีลวดลายปูนปั้น ประดับผนังที่มีชื่อเสียงว่างดงามมาก

วันนี้เหนื่อยมาก เพราะต้องเดินเท้าไปหลายที่ แต่เราก้อยังคงมีแรงไปเล่นเนตที่ร้านเนตหน้าโรงแรมได้เหมือนทุกวัน

Trip : 8 th Day : สุโขทัย : 31/07/2010

ชุมชนกงไกรลาศ

เป็นรูปแบบของชุมชนเก่า ที่สภาพบ้านเรือน มีลักษณะเป็นตึกแถวสมัยโบราณ หน้าบ้านเปิดเป็นร้านขายของต่างๆ ที่ยังคงดำรงรักษาวิถีชีวิตและแบบแผนดั้งเดิมเอาไว้

การตกแต่งหน้าร้านยังคงเป็นแบบสมัยเก่า

สนามบินสุโขทัย

เป็นสนามบินของ Bangkok Airways ที่ใช้เอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบไทยเป็นต้นแบบในการออกแบบเกือบทั้งโครงการ ทั้งตัวอาคารรับรองผู้โดยสาร และส่วนของที่พักภายในสนามบิน

โดยการนำเอาเอกลักษณ์ของการวางอาคารของสถาปัตยกรรมสมัยโบราณมาประยุกต์ให้เข้ากับสมัยใหม่ โดยพยายามใช้วัสดุที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด

วันนี้เรานอนพักที่นี่เป็นคืนสุดท้ายแล้ว ก่อนที่พรุ่งนี้เราจะเดินทางกลับกรุงเทพ คิดแล้วก้อใจหายเหมือนกันนะ เวลามันช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน นี่ก็วันที่8แล้ว เหลือพรุ่งนี้อีก 1วันเท่านั้น..

Trip : 9 th Day : พิษณุโลก : 1/08/2010

พิษณุโลก

เริ่มทริปวันสุดท้าย กันที่วัดราชบูรณะ วัดที่อยู่ใจกลางเมืองพิษณุโลก อยู่เยื้องกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารหรือวัดหลวงพ่อพระพุทธชินราช

วัดราชบูรณะเป็นวัดโบราณ ที่สร้างขึ้นสมัยสุโขทัย และปฏิสังขรณ์ในสมัยพระเจ้าลิไท ภายในวัดมีโบราณสถานที่สำคัญอยู่มากมาย


พระอุโบสถ เป็นศิลปะแบบสุโขทัย หน้าจั่วเป็นแบบเก่า คือหน้าจั่วภควัม เช่นเดียวกับหน้าจั่ววิหารพระพุทธชินราช ประตูสลักลายเป็นดอกสี่กลีบ แบบดอกลำดวน รอบอุโบสถประดิษฐานเสมา เป็นเสมาคู่หินชนวน

ภายในมีพระประธาน พระพุทธรูปโลหะปางมารศรีวิชัย มีภาพจิตรกรรมผนังพระอุโบสถ ตอนบนเขียนเรื่องรามเกียรติ์ ตอนล่างเขียนเรื่อง กามกรีฑา เป็นจิตรกรรมสีฝุ่นบนผนังปูน ฝีมือช่างพื้นบ้าน

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารหรือวัดหลวงพ่อพระพุทธชินราช

เดินข้ามสะพานลอยมาอีกฝั่งก็จะพบกับวัดชื่อดังของจ.พิษณุโลก ที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช พระคู่บ้านคู่เมืองของคนไทย

บรรยากาศภายในวัดเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย อาจเป็นเพราะวันนี้เป็นวันอาทิตย์ก็เป็นได้

หลังจากแวะชอปปิ้งของฝากกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราต้องเดินทางกลับกรุงเทพกันแล้ว

เป็นอันว่าในที่สุด ทริปนี้ก็จบลงอย่างสวยงาม....^^

สรุป สิ่งที่ได้จากการไปทริป 9วัน

จากการที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสวิถีชีวิตของคนในชุมชน ผู้เป็นเจ้าของพื้นที่แห่งนั้น ทำให้ได้รู้ว่าการที่เราจะเข้าไปสร้างหรือทำอะไรที่เป็นสิ่งใหม่ในที่ใดที่หนึ่งซักแห่ง สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ ผลกระทบที่จะมีต่อคนในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม หรือวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ชาวบ้านเหล่านั้นได้เคยมีมาตั้งแต่เกิด

ภูมิปัญญาชาวบ้าน คือสิ่งที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ เพราะนั่นคือสิ่งที่พวกเราจะได้เรียนรู้ ในสิ่งที่คนโบราณได้สั่งสมประสบการณ์มาเป็นระยะเวลานาน ทั้งวิธีคิด และวิธีการประยุกต์สิ่งต่างๆเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน

ขอบคุณอาจารย์ทุกท่านที่ให้ประสบการณ์อันมีค่าเหล่านี้ แก่พวกเราทุกคน....

ขอบคุณเพื่อนๆที่ร่วมผ่านช่วงเวลาแห่งความทรงจำมาด้วยกัน....
ขอบคุณตัวเองที่ผ่านมาได้ถึงทุกวันนี้....